Free Web space and hosting from freehomepage.com
Search the Web

       กลับหน้าหลัก 

การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อการผลิตสื่อการสอน


พฤศจิกายน 2543
 

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง

                 สื่อการสอนเป็นตัวกลางระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนแต่ละคนจะมีแนวคิดเป็นของตนเองว่าควรจะนำเสนอเนื้อหาอะไรลงในสื่อการสอน แต่ปัญหาที่ผู้เรียนมักประสบอยู่เสนอก็คือ การที่ต้องศึกษาจากสื่อใด ๆ ก็ตามที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระจนไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรคือสาระสำคัญ เช่น ภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียด แผ่นโปร่งใสหรือสไลด์ที่เต็มไปด้วยข้อความ และมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับรู้และเรียนรู้ในครั้งหนึ่งๆ การแก้ปัญหาเหล่านี้ทำได้ไม่ยากเลย ถ้าเพียงแต่ผู้สอนจะศึกษาเนื้อหาที่ตนจะสอนให้ดีแล้วคัดเลือกเฉพาะส่วนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น เมื่อคัดเลือกแล้วลองพิจารณาด้วยว่า ข้อความหรือภาพที่ตั้งใจจะใส่ลงในสื่อการสอนนั้นตนเองจะสามารถบรรยายให้ผู้เรียนเข้าใจได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นสื่อการสอน แต่ถ้าคิดว่าการบรรยายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอก็ให้วางแผนทำสื่อการสอนต่อไป

                ก่อนที่ผู้สอนจะวางแผนผลิตสื่อการสอน ต้องระลึกไว้เสมอว่า สิ่งที่เสนอในสื่อการสอนอาจเป็นหัวเรื่องและหัวเรื่องย่อย ๆ เพื่อให้ ผู้เรียนเห็นภาพรวมทั้งหมดของเรื่องนั้น ๆ และเรียนรู้ไปทีละหัวเรื่องหรืออาจเป็นข้อความที่สำคัญ แต่ไม่ยาวจนเกินไปนัก เพื่อให้ผู้เรียนได้รายละเอียดที่ถูกต้องครบถ้วนเหมือนกันทุกคน เช่น คำจำกัดความ หลักการ ทฤษฎี คำกล่าวต่าง ๆ เป็นต้น หรืออาจเป็นภาพประกอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่อธิบายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

                งานเขียนที่ดีไม่ว่าจะเป็น บทความ เรียงความ ตำรา แผ่นพับ หรือโปสเตอร์ ผู้เขียนจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดรูปแบบการนำเสนอ หลักเกณฑ์ในการเสนอเนื้อหาสาระ และหลักเกณฑ์การใช้ภาษา จึงจะสามารถผลิตงานเขียนที่จะใช้สื่อความหมายได้อย่างสมบูรณ์ การผลิตสื่อต่าง ๆ ผู้สอนจำเป็นต้องมีแนวทางในการเขียน มีการจัดระเบียบความคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดเนื้อหาหรือความคิดได้อย่างสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์การสอน

                เนื้อหาวิชาหรือ Subject Content เป็นส่วนที่จะให้รายละเอียดหรือความรู้เกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ การที่จะคัดเลือก ตัดทอน หรือจัดลำดับของเนื้อหาเพื่อนำเสนอ ผู้สอนต้อง เข้าใจเนื้อหานั้นเป็นอย่างดี และต้องรู้ว่าการจัดลำดับเนื้อหาจะมีผลต่อการเรียนรู้ของ ผู้เรียนอย่างไรบ้าง การศึกษาและการวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำมาเขียนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

                โดยปกติแล้วการเตรียมเนื้อหา ผู้สอนส่วนใหญ่จะยึดรายละเอียดและลำดับของเนื้อหาตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ตำรา หรือเอกสารที่ได้สรุปไว้ประกอบการสอน อาจกล่าวได้ว่าเนื้อหาที่เขียนไว้ อย่างไร ตามลำดับอย่างนั้น ข้อความจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับเนื้อหา

                ในการศึกษาเนื้อหาวิชา ผู้สอนต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระเพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ ผู้เรียน เรียนเนื้อหาอะไรบ้าง เรียนอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่ให้สิ่งที่ต้องเรียนนั้นมากหรือน้อยเกินไป ยากหรือง่ายเกินไป นั่นคือผู้สอนต้องพิจารณาความเหมาะสมและปริมาณของเนื้อหาที่จะสอนในแต่ละครั้ง ด้วยเหตุนี้ผู้สอนที่วางแผนจะผลิตสื่อการสอนจึงต้องมีวิธีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสำคัญก็คือ (1) การวิเคราะห์เนื้อหา และ (2) การสร้างแผนผังแนวคิด

การวิเคราะห์เนื้อหา

                การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นวิธีการแยกแยะแจกแจงเนื้อหาหรือแนวคิดที่ปรากฏในเอกสาร ข่าวสาร คำพูด หรือภาพ ทำให้ทราบโครงสร้างและขอบเขตเนื้อหาอย่างละเอียด รวมทั้งทำให้ผู้สอนเห็นการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาในแต่ละช่วงเวลาที่ทำการวิเคราะห์ด้วย และผลจากการแยกแยะแจกแจงเนื้อหาช่วยให้สามารถแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นหัวเรื่อง หัวเรื่องย่อย และหัวข้อย่อย

                ผู้ที่จะวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อการผลิตสื่อการสอนได้นั้นจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบในการวิเคราะห์เนื้อหา และวิธีวิเคราะห์เนื้อหา

                1.1 องค์ประกอบในการวิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่

                        1.1.1 เนื้อหาที่จะวิเคราะห์ เนื้อหาในที่นี้อาจเป็นข้อความในตำรา หนังสือ เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ บทสนทนา รูปภาพ ภาพในสไลด์ เป็นต้น

                        1.1.2 วัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ โดยทั่วไปในการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อผลิตสื่อการสอน ผู้สอนมักมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเนื้อหาทำให้ทราบโครงสร้าง และลำดับของเนื้อหา

                        1.1.3 หน่วยในการวิเคราะห์ เพื่อใช้แสดงปริมาณของการวิเคราะห์ มักวิเคราะห์ออกมาเป็นหัวเรื่อง หัวเรื่องย่อย หัวข้อย่อย รวมทั้งปริมาณ เช่น จำนวนแนวคิด จำนวนหน้า เป็นต้น

                1.2 วิธีวิเคราะห์ มีลำดับขั้นตอนดังนี้

                        1.2.1 ศึกษาเนื้อหาสาระจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้เนื้อหาครบถ้วน และไม่ ซ้ำซ้อน

                        1.2.2 ศึกษาวัตถุประสงค์การเรียน เพื่อให้ทราบขอบเขตเนื้อหาและเรื่องที่ต้องการพัฒนาผู้เรียน

                        1.2.3 กำหนดวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ เช่น เพื่อแยกแยะรายละเอียดของ เนื้อหา เพื่อจัดลำดับเนื้อหา เพื่อให้ทราบความสัมพันธ์ของเนื้อหา

                        1.2.4 ทำการวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมด

แผนผังแนวคิด

                แผนผังแนวคิด (Concept Mapping) หมายถึง สิ่งที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดหลายแนวคิดของเนื้อหาอย่างมีลำดับขั้น โดยมีคำหรือข้อความเป็นตัวเชื่อมแนวคิดเหล่านั้น แผนผังแนวคิดช่วยทำให้ผู้สอนเข้าใจเนื้อหาสาระได้อย่างเป็นระบบ สามารถเห็นความสัมพันธ์และประเด็นสำคัญของเนื้อหาสาระได้อย่างรวดเร็ว

                ลักษณะของแผนผังแนวคิด ที่จะทำให้ผู้สอนสามารถสรุปเป็นเนื้อหาเพื่อผลิตสื่อการสอนได้ มี 2 ลักษณะ คือ (1) แผนผังแนวคิดในรูปแผนผัง และ (2) แผนผังแนวคิดในรูปแบบจำลอง

ภาพที่ 1 แสดงแผนผังแนวคิดในรูปแผนผัง

 ภาพที่ 2 แสดงแผนผังแนวคิดในรูปแบบจำลอง

 

โครงสร้างเนื้อหา

                โครงสร้างเนื้อหา เป็นลำดับของเนื้อหาที่ถูกจัดเรียงไว้ตามลักษณะที่เหมาะสมของเนื้อหาเรื่องนั้น ๆ เนื้อหาหนึ่ง ๆ อาจประกอบด้วยเนื้อหาย่อย ๆ จำนวนมาก เนื้อหาย่อย ๆ เหล่านี้เองถูกเรียงลำดับไว้ถูกต้องเหมาะสมก็ย่อมทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย

                เนื้อหาส่วนใหญ่สามารถจัดเรียงลำดับตามโครงสร้างได้ 3 แบบ คือ (1) โครงสร้างตามแนวตั้ง (2) โครงสร้างตามแนวนอน และ (3) โครงสร้างแบบผสม

                1.1 เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้มีการเรียงลำดับเนื้อหาย่อยตามลำดับชั้น จากเนื้อหาย่อยที่ 1 จนถึงเนื้อหาย่อยสุดท้าย เนื้อหาย่อยแรกเป็นเนื้อหาพื้นฐานสำหรับเนื้อหาย่อยที่ 2 เนื้อหาย่อยที่ 2 ก็เป็นพื้นฐานของเนื้อหย่อยที่ 3 ด้วย ลักษณะโครงสร้างเนื้อหาแบบนี้ผู้สอนต้องนำเสนอแผ่นโปร่งใสเรียงตามลำดับเท่านั้น หากมีการนำเสนอข้ามขั้นผู้เรียนก็จะขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็น

                        เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง มักเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง หลักการ และกระบวนการที่ต้องแสดงให้เห็นขั้นตอนตามลำดับขั้น

                ขอยกตัวอย่างสื่อการสอนประเภทแผ่นโปร่งใสที่นำเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง เช่น เนื้อหาที่แสดงขั้นตอนการบรรจุฟิล์มเข้าล้อล้างฟิล์ม ดังภาพที่ 3

ลำดับที่ ภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3 แสดงขั้นตอนการบรรจุเข้าล้อล้างฟิล์มเป็นการเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง

                1.2 เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้ไม่มีการเรียงลำดับเนื้อหาย่อย แต่ละเนื้อหามีความหมายและความสำคัญในตัวเอง แม้ว่าแต่ละเนื้อหาย่อยจะสัมพันธ์กันก็ตาม แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีลำดับขั้น การนำเสนอสื่อการสอนที่มีโครงสร้างตามแนวนอนนี้ ผู้สอนสามารถนำเสนอเนื้อหาใดก่อนหลังได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อได้นำเสนอครบถ้วนแล้ว ผู้เรียนก็จะเกิดความเข้าใจในเนื้อหานั้น

                ตัวอย่างสื่อการสอนประเภทแผ่นโปร่งใสที่นำเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน เช่น เนื้อหาเรื่อง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังภาพที่ 4

 

ภาพที่ 4 แสดงเนื้อหาเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นการเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน

 

                1.3 เนื้อหาที่มีโครงสร้างแบบผสม เป็นโครงสร้างทั้งตามแนวตั้งและโครงสร้างตามแนวนอน โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้จึงเป็นแบบผสมผสาน การนำเสนอเนื้อหาแบบนี้จึงนำเสนอทั้งเป็นลำดับขั้นและไม่เป็นลำดับขั้น

                จากรายละเอียดที่ท่านได้อ่านมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าการวิเคราะห์เนื้อหาเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สอนซึ่งจะต้องผลิตสื่อการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาก็ยังต้องขึ้นอยู่กับผู้สอนแต่ละคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ท่านจะเป็นผู้กำหนดสาระสำคัญ ประเท และลำดับของเนื้อหาด้วยตัวของท่านเอง ดังนั้นหากท่านดำเนินการโดยคัดเลือกเนื้อหาที่มีสาระตรงตามเรื่องที่จะสอน สนองจุดประสงค์ของการบรรยายนั้น ๆ และมีจำนวนสื่อเหมาะสมแล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จในการสอน

--------------

บรรณานุกรม

อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง. การพัฒนาหลักสูตรในเอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีการสอน. เล่มที่ 1 หน่วยที่ 5. นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539.

Kemp, J. E. Instructional Design : A Plan for Unit and Course Development. Belmont : Fearon Pitman Publishers, Inc, 1977.

 

การประเมินคุณภาพสื่อการสอน

                คุณภาพเป็นคุณสมบัติที่ดีของสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์รับรู้ได้ และเป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคนที่ต้องรับรู้ในสิ่งใด ๆ ก็ต้องการสิ่งที่มีคุณภาพที่สุด สื่อการสอนที่ใช้เพื่อการเรียนการสอนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ครูผุ้สอนต้องการคุณภาพสูงสุด เพราะสื่อดังกล่าวนี้จะส่งผลไปถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเช่นกัน การประเมินคุณภาพของสื่อการสอนทำได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การประเมินคุณภาพของสื่อที่เป็นระบบ ได้แก่ สื่อสำเร็จรูปที่เป็นบทเรียนโปรแกรม (PI) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) สไลด์ –เทป วีดิทัศน์ การศึกษา เป็นต้น ส่วนการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งได้แก่ สื่อการสอนที่ไม่เป็นระบบ กล่าวคือ เป็นสื่อที่ใช้ร่วมกับสื่ออื่น ๆ ด้วยเช่น การใช้รูปภาพประกอบการบรรยาย หรือใช้วีดิทัศน์ประกอบการสอน เป็นต้น ตัวแปรสำคัญก็คือ การบรรยาย สื่อเป็นเพียงส่วนประกอบ การประเมินคุณภาพสื่อประเภทนี้จะเป็นการประเมินกว้าง ๆ เพื่อดูค่าเฉลี่ยว่าโดยรวมแล้วสื่อนั้นๆ มีคุณภาพและความเหมาะสมเพียงใด

                สำหรับแบบประเมินที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แนวทางในการประเมินคุณภาพ ข้างท้ายนี้มีลักษณะกว้าง ๆ และใช้กับสื่อหลายชนิดแล้วแต่ว่าผู้ประเมินจะเลือกใช้กับสื่อใด และในบางกรณีอาจจะต้องประยุกต์ใช้ในกรณีที่ไม่มีหัวข้อระบุไว้ให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สื่อการสอนทั้งหลายก็อาจจะอยู่ในประเด็นหลัก 3 ประการ ดังนี้

                1. คุณภาพด้านโครงสร้าง

                2. คุณภาพด้านเนื้อหา

                3. คุณภาพการนำไปใช้

                สำหรับแบบประเมินข้างท้ายนี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ประยุกต์ให้มีข้อย่อย ๆ ครอบคลุมสาระสำคัญของสื่อการสอนเพื่อให้ได้พิจารณานำไปใช้ต่อไปได้

 

ประเภทสื่อการสอน     q วีดิทัศน์พร้อมเสียง         q เทปบันทึกเสียง

                          q ภาพสไลด์ประกอบเสียง  q ภาพ …………………………………

                          q สื่ออื่น ๆ …………………………………………………………………..

ชื่อเรื่อง ……………………………………………. วิชา …………………………………………..

 

รายการประเมิน

ระดับการประเมิน

 

ดีมาก

ดี

พอใช้

ปรับปรุง

1. วิธีการนำเสนอ

       

1.1 เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล …………………………………….

……..

…..

……..

………..

1.2 เหมาะสมกับผู้เรียน ( ) กลุ่มเล็ก ( ) กลุ่มใหญ่ ( ) รายบุคคล …..

……..

…..

……..

………..

1.3 ความเหมาะสมของเวลาในการนำเสนอ ………………………….

……..

…..

……..

………..

1.4 การนำเข้าสู่เรื่อง …………………………………………………..

……..

…..

……..

………..

2. การนำเสนอเนื้อหาของสื่อ

       

2.1 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน ………………………….

……..

…..

……..

………..

2.2 สอดคล้องกับกลุ่มวิชาที่กำหนด …………………………………..

……..

…..

……..

………..

2.3 ถูกต้อง/มีคุณค่าทางวิชาการ ……………………………………..

……..

…..

……..

………..

2.4 มีความยาก-ง่าย เหมาะสมกับผู้เรียน …………………………….

……..

…..

……..

………..

2.5 เสริมสร้างทักษะประสบการณ์การเรียนรู้ ………………………..

……..

…..

……..

………..

2.6 ส่งเสริมจริยธรรม/วัฒนธรรม/ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม

ขนบธรรมเนียมอันดีงาม ………………………………………….

 

……..

 

…..

 

……..

 

………..

3. การใช้ภาษา

       

3.1 ใช้ภาษาถูกตอง ชัดเจน ………………………………………….

……..

…..

……..

………..

3.2 เหมาะสมกับระดับ/วัยวุฒิ/วุฒิภาวะ ของผู้เรียน ………………..

……..

…..

……..

………..

3.3 ใช้คำศัพท์เหมาะสม ……………………………………………..

……..

…..

……..

………..

4. ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน

       

4.1 ส่งเสริมการตอบสนองของผู้เรียน ……………………………….

……..

…..

……..

………..

4.2 ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ………………………………………

……..

…..

……..

………..

4.3 ส่งเสริมกระบวนการคิดของผู้เรียน ……………………………….

……..

…..

……..

………..

4.4 ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์ ………………………………………

……..

…..

……..

………..

 

รายการประเมิน

ระดับการประเมิน

 

ดีมาก

ดี

พอใช้

ปรับปรุง

5. เทคนิคในการผลิต

       

5.1 ตัวอักษร (แบบ/ ขนาด/ สี) ………………………………………..

……..

…..

……..

………..

5.2 ขนาด/ ขนาดของภาพ …………………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.3 รายละเอียด ……………………………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.4 ความประณีต …………………………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.5 การจัดองค์ประกอบศิลปะ ……………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.6 การลำดับภาพ ……………………………………………………

……..

…..

……..

………..

5.7 การสื่อความหมาย ……………………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.8 การนำเสนอ ………………………………………………………

……..

…..

……..

………..

5.9 ความยาก-ง่ายในการใช้งาน ……………………………………..

……..

…..

……..

………..

5.10 ขนาด/น้ำหนักเหมาะสม ………………………………………….

……..

…..

……..

………..

5.11 เสียงบรรยาย การออกเสียงอักขระ/จังหวะการอ่าน/น้ำเสียง …….

……..

…..

……..

………..

5.12 เสียงประกอบสัมพันธ์กับภาพและเรื่อง …………………………..

……..

…..

……..

………..

5.13 เสียงดนตรี ชัดเจน/ดัง-เบา พอดี / เข้ากับเนื้อหาและภาพ ……….

……..

…..

……..

………..

6. อื่น ๆ

       

6.1 ใช้ในการสอนได้ง่าย ………………………………………………

……..

…..

……..

………..

6.2 ราคาเหมาะสม ……………………………………………………

……..

…..

……..

………..

6.3 ความแปลกใหม่ …………………………………………………..

……..

…..

……..

………..

6.4 จัดหาง่าย ………………………………………………………….

……..

…..

……..

………..

6.5 ดูแลบำรุงรักษา/จัดเก็บ/ หาอะไหล่ทดแทนง่าย ………………….

……..

…..

……..

………..

6.6 ……………………………………………………………………..

       

6.7 ……………………………………………………………………..

       
         
         

รวม