Free Web space and hosting from freehomepage.com
Search the Web

วิธีการฝึกอบรม
ที่มา  : 

มีแตกต่างกันหลายวิธีด้วยกัน บางองค์กรที่มีขนาดใหญ่ มักจะใช้หลาย ๆ วิธีควบคู่กัน แต่อย่างไรก็ตามได้มีบางวิธีที่เป็นที่นิยมค่อนข้างมาก การที่จะเลือกใช้วิธีใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ของการฝึกอบรมเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ทำการอบรม และของผู้ที่จะเข้ารับการอบรม และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาประกอบด้วย เช่น จำนวนผู้เข้าอบรม ตลอดจนระดับที่ทำการอบรม เวลา และค่าใช้จ่าย ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดในการอบรม

วิธีการอบรมที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ
1. On the job training (OJT.) เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดวิธีหนึ่งในการใช้อบรมพนักงาน วิธีนี้การอบรมจะกระทำโดยให้ผู้บังคับบัญชา หรือโดยพนักงานอาวุโส เป็นผู้รับผิดชอบในการให้การอบรมแก่พนักงานโดยตรง ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ ช่วยให้พนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้จากผู้ที่มีความสามารถ ที่เป็นหนึ่งในเรื่องนั้นโดยตรง และสามารถทำการอบรมในขณะปฏิบัติงานด้วยสภาพแวดล้อมจริง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง กล่าวคือ ถ้าหากผู้บังคับบัญชาที่ทำการสอนนั้น มุ่งเน้นถึงผลการผลิตมากกว่าการสนใจระมัดระวังให้มีการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว ผลก็จะไม่ได้เท่าที่ควร แต่ถ้าหากให้มีเวลาพอเพียงสำหรับการอบรมตามวิธีนี้และค่อยเป็นค่อยไป โดยมุ่งพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่ตลอดเวลาแล้วในขณะที่พนักงานผู้เข้าอบรมได้ทดลองทำแล้ว ก็นับว่าวิธีนี้จะให้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์หรือผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีนี้อีกประการหนึ่งก็ คือ ผู้บังคับบัญชาได้โอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่กับผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมกันไปด้วย
วิธีอบรมแบบ On the job training ที่มีการจัดระบบอย่างสมบูรณ์ วิธีหนึ่งก็คือ JIT. (Job Instruction Training) ที่ได้พัฒนาขึ้นมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งวิธีการจะเริ่มต้น โดยให้การฝึกอบรมแก่หัวหน้างานก่อน แล้วจึงให้นำไปฝึกอบรมให้กับคนงานอีกต่อหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนของวิธีการจะมีดังนี้
ลำดับแรกที่จะต้องทำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสอนงาน คือ
1. กำหนดและตัดสินว่า ถ้าจะให้คนงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดและถูกต้องแล้ว เขาจะต้องได้รับการสอนในเรื่องอะไรบ้าง
2. จัดตรียมสิ่งเหล่านี้ให้พร้อมไว้ทุกอย่าง ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุและวัตถุดิบ จัดที่ทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม และให้เป็นรูปแบบเดียวกับที่ต้องการ หรือหวังที่จะให้คนงานรักษาให้อยู่ในสภาพที่กำหนดตลอดเวลา
จากนั้นให้ลงมือสอนงานแก่คนงาน โดยปฏิบัติตามลำดับทั้ง 4 ขั้นดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (เกี่ยวกับตัวผู้อบรม)
    1. ให้ผู้ที่เข้าอบรมอยู่ในสภาพที่พร้อม
    2. ค้นข้อเท็จจริงว่าเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับงานอะไรบ้าง
    3. กระตุ้นให้เขามีความสนใจและต้องการที่จะเรียนรู้งานให้มากไว้
ขั้นตอนที่ 2 การแสดงให้ดู (ถึงวิธีทำงานและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน)
    1. โดยวิธีบอกกล่าว ชี้ให้เห็น อธิบาย และตั้งคำถาม เพื่อที่จะให้ความรู้ใหม่ และวิธีทำงานใหม่ที่ถูกต้อง
    2. ให้คำแนะนำที่ชัดเจน ครบถ้วนทีละจุด ๆ อย่างช้า ๆ
    3. ตรวจสอบดูว่าเข้าใจไหม พร้อม ๆ กับตั้งคำถาม และทดลองทำให้ดูซ้ำอีกครั้ง
    4. จนกว่าจะแน่ใจว่า ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้าใจจริง ๆ
ขั้นตอนที่ 3 ให้มีการทดลองทำเอง
    1. ทดสอบผู้เข้าอบรม โดยให้เขาทดลองทำงานนั้นด้วยตนเอง
    2. ตั้งคำถามบ่อย ๆ โดยเริ่มต้นการถามว่า ทำไม อย่างไร เมื่อใด ที่ไหน
    3. สังเกตดูการทำงานแล้วคอยแก้ไขข้อผิด และถ้าจำเป็นก็ทดลองทำให้ดูใหม่อีกครั้ง
    4. ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งแน่ใจแล้ว
ขั้นตอนที่ 4 การติดตามผล
    1. มอบหมายให้เขาไปลงมือทำงานด้วยตนเอง
    2. หมั่นตรวจสอบดูบ่อย ๆ ว่าเขาได้ปฏิบัติถูกต้องตามคำแนะนำ
    3. ควบคุมให้น้อยลง และติดตามโดยใกล้ชิด จนกระทั่งแน่ใจว่าเขาทำได้ดีพอ จนสามารถใช้วิธีควบคุมตามธรรมดาปกติได้
ข้อควรจำ : ถ้าผู้เข้าอบรมเรียนรู้อะไรมิได้เลย ก็แสดงว่าผู้สอนมิได้สอนอะไรเลย
2. วิธีอบรมด้วยการจัดประชุมหรือถกปัญหา (Conference or Discussion) วิธีนี้นับว่าเป็นวิธีให้การอบรมแบบเฉพาะตัว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้กับพนักงานเสมียน หรือพนักงานที่ปฏิบัติงานด้านวิชาชีพ พนักงานด้านเทคนิค ตลอดจนหัวหน้างานต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องอบรมโดยมีการถ่ายทอดความนึกคิดระหว่างกัน การถ่ายทอดวิธีปฏิบัติงานและมาตรฐานของงานด้านต่าง ๆ การอบรมตามวิธีนี้ผู้เข้าอบรมส่วนมากมักจะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยตรงก่อน และจะต้องมีความชำนาญในเรื่องเฉพาะด้านที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ทางด้านการพิมพ์ หรือการใช้เครื่องมือสำนักงานต่าง ๆ ซึ่งในการอบรมก็จะมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการทำงานต่าง ๆ การอบรมโดยวิธีนี้เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้มีความคล่องตัวเป็นอันมาก ที่จะให้พนักงานได้มีโอกาสร่วม หรือได้มีโอกาสทดลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับพนักงานด้านวิชาชีพ หรือพนักงานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับงานด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่จะต้องได้รับการส่งเสริมให้ร่วมถกปัญหาร่วมกัน
3. การอบรมงานช่างฝีมือ (Apprenticeship training) วิธีนี้เป็นระบบของการฝึกอบรม ซึ่งพนักงานใหม่ที่เข้ามาจะได้รับการแนะนำ และให้มีการทดลองฝึกหัดทำจนชำนาญ การจัดฝึกอบรมตามวิธีนี้จะมีการจัดทั้งในหน้าที่งานและในชั้นเรียน แผนการจัดฝึกอบรมช่างฝีมือนี้ ส่วนใหญ่มักจะกระทำโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายจัดการและฝ่ายแรงงาน ตลอดจนตัวแทนอุตสาหกรรมและรัฐบาล รวมถึงบริษัทและโรงเรียนช่างฝีมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. การอบรมในห้องบรรยาย (Class-room training method) มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้สามารถทำการอบรมแก่ผู้เข้าอบรมเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ โดยอาศัยครูผู้สอน วิธีนี้มักจะเหมาะสมกับเรื่องที่จะต้องทำการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการบอกกล่าวให้ทราบถึงข้อมูล ตลอดจนให้คำแนะนำต่าง ๆ ซึ่งอาจจะกระทำโดยวิธีบรรยายหรือวิธีแสดงหรือทดลองทำให้ดู หรืออาจใช้วิธีการฉายภาพยนต์หรือการใช้เครื่องมือช่วยในการเรียนต่าง ๆ ถ้าหากเป็นกลุ่มที่ขนาดเล็กที่เป็นการฝึกอบรม และการพัฒนาหัวหน้างานที่ทำหน้าที่บริหารแล้ว การใช้วิธีการให้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาด้วยกัน มักจะนำมาใช้ประกอบควบคู่กันอยู่เสมอ เช่น การใช้วิธีให้แสดงบทบาท (Role playing) การใช้กรณีศึกษา (Discussion of cases) เป็นต้น
การอบรมแบบใช้ห้องเรียนอีกวิธีหนึ่ง ที่ใช้มากเช่นกันก็คือ การให้ลองทำในห้องทดลอง (Vestibule training) วิธีนี้ผู้เข้าทำการฝึกอบรม จะได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในห้องทดลอง ก่อนที่จะให้เขาลงมือทำงานจริง ๆ ข้อดีของ vestibule training ก็คือ จากการให้การฝึกอบรมโดยให้เรียนรู้งานโดยทดลองให้ทำในห้องทอลองที่จัดขึ้นต่างหาก ที่ให้มีสภาพใกล้เคียงกับที่เป็นจริงมากที่สุดนี้ จะช่วยให้สามารถแยกให้พนักงานหัดทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปขัดจังหวะ หรือเข้าไปทำให้การผลิตตามปกติต้องเสียเวลาไป จุดเน้นของวิธีนี้มีความสำคัญอยู่ที่ตัวผู้สอนมากกว่าการผลิต นอกจากนี้ การฝึกอบรมโดยให้อยู่ในสภาพของห้องทดลองที่สามารถควบคุมได้ มากกว่าที่จะเข้าไปในห้องทำงานจริงทันที ก็ย่อมจะช่วยให้เกิดประโยชน์ สามารถประเมินผลความก้าวหน้า ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้แม่นยำถูกต้องกว่าการใช้วิธีให้ฝึกหัดงานโดยตรง (On the job training) ซึ่งสามารถให้ผลสำเร็จสูง แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน
5. การจัดแผนการศึกษา (Program Instruction) อาจจะทำโดยการจัดเตรียมเอกสารในรูปแบบของหนังสือคู่มือ ซึ่งเป็นเครื่องช่วยสอนที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้สะดวกขึ้น เรื่องราวต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นการศึกษานี้ วิธีการจัดทำมักจะพยายามที่จะแตกเรื่องให้แยกย่อยเป็นหัวข้อต่าง ๆ โดยมีการแยกแยะและจัดเป็นระเบียบตามหลักการของเหตุผล ซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้ผู้รับการฝึกอบรมมีการติดตามและแยกแยะเรื่องราวได้ตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ของเนื้อหานั้นมักจะมีการสรุปเรื่องราวไว้สั้น ๆ เป็นระยะ ๆ แล้วให้ทำการฝึกอบรม โดยให้ทดลองตอบปัญหาโดยวิธีเขียนคำตอบในช่องว่าง หรือโดยวิธีให้ทดลองกดปุ่มเครื่องจักร เป็นต้น ดังเช่น การทดลองให้รู้จักใช้เครื่อง computer ถ้าหากการปฏิบัติทำได้ถูกต้องแล้ว ภายหลังจากการปฏิบัติสิ้นสุดลงขั้นหนึ่ง ๆ แล้ว ผู้เข้ารับการอบรมก็จะได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับคำตอบ และชี้ถึงลำดับขั้นตอนต่อไปของเนื้อหา แต่ถ้าหากว่าการปฏิบัติไม่ตรงตามที่ต้องการ ก็จะมีการอธิบายส่วนนั้น หรือขั้นนั้นจนกว่าจะเข้าใจ และจะให้ทดลองทำจนถูกต้อง แล้วจึงขึ้นเรื่องอื่นต่อไป
ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยให้มีการเข้าใจโดยละเอียด ในข้อแตกต่างของแต่ละคน ที่มีความสามารถไม่เหมือนกัน และเรียนรู้ได้แตกต่างกัน ส่วนข้อเสียนั้นก็คือ ต้นทุนในการจัดเตรียม program นับว่าค่อนข้างแพง ดังนั้นถ้าหากจำนวนพนักงานที่จะเข้าอบรมตามวิธีนี้มีมากพอแล้ว วิธีนี้ก็จะประหยัดได้และเหมาะที่จะนำมาใช้ได้ผลคุ้ม

ข้อแนะนำที่ช่วยให้การฝึกอบรมสมบูรณ์ขึ้น

การอบรมจะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้าหากได้ปฏิบัติได้ตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้คือ
    • การจัดเตรียมเอกสารการอบรม ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำ 6 ประการคือ
    1. ก่อนเริ่มต้นการอบรม ควรจะให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกว้าง ๆ เสียก่อน ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้แต่ละคน ได้เห็นภาพรวมของเรื่องราว ก่อนที่จะศึกษาแยกแยะแต่ละส่วนลึกลงไป
    2. พยายามยกตัวอย่างที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่ายให้มากๆ เพื่อที่จะให้ผู้เข้าอบรมได้นึกคิดและติดตามเรื่องราวที่ได้ชัดแจ้งขึ้น
    3. ควรจะมีการจัดระเบียบเรื่องราวของเอกสาร เพื่อที่จะให้สามารถศึกษาได้ตามลำดับขั้นตอน และมีการแบ่งแยกเป็นบทต่อบท
    4. ควรจะมีการเสริมโดยจัดให้เอกสารที่ใช้อบรมนั้นมีจังหวะหยุด หรือมีการเน้นเป็นส่วน ๆ ให้ชัดเจน มากกว่าการเสนออย่างต่อเนื่องไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่มีจุดสังเกตได้เป็นประเด็น ๆ
    5. พยายามใช้คำพูดและแนวความคิดที่ง่าย โดยเฉพาะควรเป็นเรื่องที่ผู้เข้ารับการอบรมคุ้นเคย หรือพบเห็นได้ง่าย
    6. พยายามใช้เครื่องมือช่วยให้มากที่สุด
    • วิธีการถ่ายทอดความรู้ มีคำแนะนำ 6 ประการด้วยกัน คือ
    1. ต้องพยายามสร้างบรรยากาศของการฝึกอบรมนั้น ให้เหมือนสภาพการปฏิบัติงานที่เป็นจริง
    2. ให้โอกาสผู้เข้าอบรมได้ฝึกฝนลองทำเอง จนกระทั่งมีความชำนาญมากพอในระหว่างการฝึกอบรม
    3. ควรพยายามใช้ตัวอย่างหลาย ๆ แบบที่ต่างกัน ในกรณีการสอนเพื่อเพิ่มแนวความคิด (Concepts ) และความชำนาญ (Skills) เพื่อให้เกิดความคิดที่กว้าง เข้าใจและลึกซึ้ง
    4. ควรหมั่นชี้หรือย้ำให้เห็นถึงจุดหรือขั้นตอนที่สำคัญของงานนั้น ๆ ให้เห็นเด่นเป็นพิเศษ
    5. ต้องมั่นใจได้ว่าผู้เข้าอบรมได้เข้าใจหลักการสำคัญ (General principles) อย่างถูกต้องแล้ว
    6. ต้องมุ่งการกระตุ้นและจูงใจผู้เข้าอบรมให้เกิดความสนใจ และเห็นถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับกับตัวเองจากการฝึกอบรมดังกล่าว

 

       กลับหน้าหลัก 

 <--- Back กลับเมนูบท